วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

การส่งออกรถยนต์ไทยปี 53

จัดทำบทความโดย

นายทศพล ฬิลหาเวสส์ เลขทะเบียน 4901208042

เรื่อง การส่งออกรถยนต์ไทยปี 53


ในปี 2552 การส่งออกรถยนต์ของไทยได้หดตัวลงเป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้มีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไทยเริ่มส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศในปี 2539 โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่สหรัฐฯประสบกับปัญหาวิกฤตทางการเงิน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะส่งผลทำให้ปริมาณการส่งออกรถยนต์ไทยปี 2552 หดตัวประมาณร้อยละ 31 โดยคิดเป็นจำนวนประมาณ 533,000 คัน อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 นี้ คาดว่าปัจจัยบวกต่างๆที่เริ่มมีการส่งสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 นี้ จะช่วยกระตุ้นการส่งออกรถยนต์ไทยให้มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปี 2552 ซึ่งปัจจัยบวกต่างๆประกอบไปด้วย ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งประเทศที่เป็นตลาดหลักของการส่งออกรถยนต์ของไทยหลายแห่งพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สูง การลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ภายใต้กรอบการเปิดเสรีการค้าต่างๆ โดยเฉพาะกรอบอาฟต้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดโดยเฉพาะรถอีโคคาร์ ซึ่งค่ายรถบางค่ายในไทยมีกำหนดที่จะผลิตและเปิดตัวรถรุ่นนี้เข้าสู่ตลาดในปี 2553 และฐานตัวเลขการส่งออกที่ต่ำค่อนข้างมากในปี 2552 นี้
ทว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โอกาสที่จะเกิดความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯที่มีโอกาสจะแข็งค่าต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงจากราคาสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงมีโอกาสผันผวนสูงในปีหน้า ทำให้โดยรวมแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะอยู่ระหว่าง 575,000 ถึง 595,000 คัน หรือขยายตัวร้อยละ 8 ถึง 12 จากที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 31 ในปี 2552 โดยยังคงเผชิญกับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญหลายประการที่อาจจะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของตลาดอยู่ อย่างไรก็ตามหากไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบอาฟต้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอุปสรรค เช่น การกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) รูปแบบต่างๆจากประเทศผู้นำเข้า รวมถึงหากการตอบรับของตลาดต่อรถยนต์อีโคคาร์ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2553 เป็นไปได้ดีกว่าที่คาด อาจจะผลักดันให้ตลาดเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลทำให้ในปี 2553 ไทยอาจจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ใกล้เคียง 1.2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 จากที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 1 ล้านคันในปี 2552 อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะการผลิตรถยนต์ของไทยจะกลับมาขยายตัวในปี 2553 แต่ทว่าการที่อุตสาหกรรมจะสามารถฟื้นตัวกลับมามีระดับการผลิตเท่ากับก่อนเกิดวิกฤตที่ 1.4 ล้านคันนั้น คาดว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลาถึงประมาณ 3 ปีนับจากนี้


คำถาม
1.การส่งออกรถยนต์ไทยปี 53 อาจขยายตัว ประมาณกี่เปอร์เซ็น
2. การลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ภายใต้กรอบการเปิดเสรีการค้าต่างๆ โดยเฉพาะกรอบอาฟต้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
3.ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะอยู่ที่ประมาณกี่คัน


ที่มา : http://www.kasikornresearch.com/TH/K-Econ%20Analysis/Pages/ViewSummary.aspx?docid=24465

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

จัดทำบทความโดย

นางสาวกมลทิพย์ พรมบุตร เลขทะเบียน 4901208082

เรื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์


เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ประสบกับภาวะยอดขายที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสภาวะที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ผู้บริโภคส่วนหนึ่งชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยออกไป ทำให้ผู้ประกอบการต่างปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัยเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้เริ่มมีปัจจัยบวก โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา คณะรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบการดำเนินการมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ของราคาประเมินของทางราชการ ลดลงเหลือร้อยละ 0.01 ของราคาประเมินของทางราชการ และ ค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 1 ลดลงเหลือร้อยละ 0.01 โดยจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆก่อนที่มีการประกาศใช้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวน่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 2 หรือ ไตรมาส 3 นอกจากนี้นโยบายการเงินก็มีแนวโน้มที่เอื้ออำนวยต่อการกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในขณะนี้ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการทางภาษีหรือทิศทางอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ต่างจากอดีต คือ ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันทำให้มีการปรับขึ้นราคาค่าก่อสร้าง โดยราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และจากการที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งแน่นอนว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าแต่ระดับรายได้คงที่ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ซึ่งภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย

ที่มา : http://www.kasikornresearch.com/TH/K-Econ%20Analysis/Pages/ViewSummary.aspx?docid=14276


คำถาม
1. ภาวะที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคคืออะไร
2.รัฐบาลใช้กลยุทธ์อะไรในการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
3.ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับขึ้นราคาของสินค้าขึ้นอยู่กับสิ่งใด

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประกันรถยนต์วูบตามภาวะเศรษฐกิจ

จัดทำบทความโดย
นางสาว อัจฉรา เฉลยสุข เลขทะเบียน 4901208051

เรื่อง ประกันรถยนต์วูบตามภาวะเศรษฐกิจ


วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ยอดทำประกันภัยรถยนต์ปี 2552 ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ
บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรี) ได้รายงาน สถิติการรับประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท ปีรับประกันภัย 2552 พบว่าใน 9 เดือนแรกของปีนี้ เบี้ยรับประกันภัยตรงมีอยู่ 6,714 ล้านบาท เบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้ 2,915 ล้านบาท
สำหรับยอดความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มีเกิดขึ้น 678.53 ล้านบาท เกิดอุบัติเหตุเสียหาย 55,724 ครั้ง จำนวนกรมธรรม์ 13,005,772 ฉบับ อัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้ (Loss Ratio, %) 23.3% ค่าสินไหมทดแทนโดยเฉลี่ยต่อครั้ง 12.200 บาท ค่าสินไหมทดแทนโดยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์ 52.200 บาท จำนวนครั้งความเสียหายต่อกรมธรรม์ (Loss Frequency Ratio) 4.3%
การขยายตัวของประกันภัยรถยนต์ในช่วง 9 เดือนของปีนี้ นับว่าลดลงอย่างมากโดยเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงในช่วงเดียวกันของปีก่อนคือ 10,507 ล้านบาท
เบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้ 10,165 ล้านบาท ความเสียหายที่เกิดขึ้น 3,818,772 ล้านบาท เกิดความเสียหาย 298,826 ครั้ง อัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้ 37.6% ค่าสินไหมทดแทนโดยเฉลี่ยต่อครั้ง 12.800 บาท ค่าสินไหมทดแทนโดยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์, บาท 195 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในช่วงสุดท้ายของปีนี้ การรับประกันภัยรถยนต์จะดีขึ้น เนื่องจากได้รับการกระตุ้นจากการจัดงานมหกรรมมอเตอร์โชว์

ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=82956

คำถาม
1. ยอดความเสียหายที่เกิดขึ้นของปีนี้เป็นจำนวนเงินเท่าไร

2. จำนวนความเสียหายต่อกรมธรรม์ของปีนี้ เป็นกี่เปอร์เซ็น

3. สาเหตุที่ทำให้การรับประกันภัย ในช่วงสุดท้ายของปีนี้ดีขึ้น คืออะไร

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กบข. เกาะติดสถานการณ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจฉรา เฉลยสุข เลขทะเบียน 4901208051

เรื่อง กบข. เกาะติดสถานการณ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด

นางสาววริยา ว่องปรีชา รองเลขาธิการสายบริหารงานสมาชิก รักษาการ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่าเนื่องจาก กบข. มีการลงทุนทุกวัน และผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละวันจะถูกจัดสรรให้กับสมาชิก โดยใช้หลักเกณฑ์การคำนวณจำนวนหน่วยและมูลค่าต่อหน่วย ดังนั้น ยอดเงินที่แสดงผลในบัญชีของสมาชิกจึงอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ทุกวันตามมูลค่าต่อหน่วยที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันด้วย
การปรับตัวของราคาต่อหน่วยที่มีได้ทั้งขึ้นและลง จะเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจหรือปัจจัยแวดล้อมนั้น หมายความว่าถ้ามูลค่าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ตัวเลขในบัญชีของสมาชิกก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันถ้ามูลค่าต่อหน่วยลดลง ตัวเลขในบัญชีของสมาชิกก็จะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนต่างของราคาต่อหน่วยนี้เองก็คือผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ในแต่ละวัน ซึ่งหากสมาชิก กบข. ท่านใดที่ต้องการติดตามสถานะการลงทุนของ กบข. อย่างต่อเนื่อง ก็สามารถตรวจสอบผล การดำเนินงานได้จากราคาต่อหน่วยที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม การเป็นสมาชิก กบข. ถือเป็นการออมระยะยาว ก็ต้องดูผลตอบแทนระยะยาวเป็นสำคัญ อีกทั้งปัจจุบันโดยเฉลี่ยแล้วสมาชิกมีระยะเวลาในการเป็นสมาชิก กบข. อีกถึง 12 ปี จึงจะเกษียณอายุราชการ ดังนั้นสำหรับสมาชิกที่ยังไม่เกษียณอายุราชการ เงินของสมาชิกก็จะถูกนำไปลงทุนหาผลตอบแทนต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกที่ต้องการติดตามสถานะ และ การเปลี่ยนแปลงของกองทุนปัจจุบัน กบข. จึงจัดให้มีบริการที่สมาชิกสามารถตรวจสอบมูลค่าต่อหน่วยได้ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ กบข. เมนูมูลค่ากองทุนส่วนสมาชิก ซึ่งรองรับสมาชิกที่สะดวกใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีทั้งมูลค่าต่อหน่วยและสินทรัพย์สุทธิในปัจจุบัน รวมถึงราคาต่อหน่วยย้อนหลังเป็นรายเดือน รายปี ราย 3 ปี ราย 5 ปี หรือนับตั้งแต่ตั้งกองทุน หรือจะเลือกใช้บริการของระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ ที่ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก กบข. หมายเลขโทรศัพท์ 1179 กด 7

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091214/90841/กบข.-ย้ำเกาะติดสถานการณ์ลงทุนใกล้ชิด.html

คำถาม
1. กบข. มีการลงทุนทุกวัน และผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละวันจะถูกจัดสรรให้กับสมาชิก โดยใช้หลักเกณฑ์การคำนวณจำนวนหน่วยและมูลค่าต่อหน่วย ดังนั้นยอดเงินในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร

2. การปรับตัวของราคาต่อหน่วยที่มีได้ทั้งขึ้นและลง จะเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจหรือปัจจัยแวดล้อมนั้น หมายความว่าอย่างไร

3. บริการของระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ ที่ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก กบข. ติดต่อได้ที่หมายเลขใด

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คลังชูออมสินผู้นำไมโครไฟแนนซ์

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจฉรา เฉลยสุข เลขทะเบียน 4901208051

เรื่อง คลังชูออมสินผู้นำไมโครไฟแนนซ์

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แก่พนักงานธนาคาร ออมสินทั่วประเทศ 1.3 หมื่นคน จาก 800 สาขา ว่า นอกจากธนาคารออมสินจะเป็นแกนนำในการแก้ไขหนี้นอกระบบให้บรรลุเป้าหมายแล้ว รัฐบาลจะใช้เป็นแม่แบบในเรื่องการปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ เพื่อดึงให้ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินอีกราว 10% เข้าสู่ระบบได้


นายกรณ์ กล่าวว่า ธนาคารออมสินได้นำแนวคิดของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติมาก่อนหน้านี้แล้ว คือ โครงการธนาคารประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าเลื่อมใส แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จัดทำแผนแม่บททางการเงินระยะที่ 2 ก็ยกให้เป็นแม่แบบในการให้บริการทางด้านไมโครไฟแนนซ์ จึงมั่นใจว่าจะสามารถทำได้สำเร็จ


สำหรับการดำเนินการแก้หนี้นอกระบบนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า แม้ลูกหนี้ที่มีปัญหาเคยกู้เงินจากธนาคารและมีรายชื่อติดในบัญชีดำในเครดิตบูโรกับธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะไม่ใช้เป็นสาเหตุหลักในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ เพราะต้องการดึงหนี้นอกระบบดังกล่าวเข้ามาอยู่ในระบบแทนการกู้เงินนอกระบบ เสียดอกเบี้ย 20-30% ต่อเดือน และโครงการนี้จะแยกบัญชีออกมาอย่างชัดเจนจากโครงการธนาคารประชาชนที่ธนาคารดำเนินการ “รัฐบาลจะทำให้โครงการนี้มีความสำเร็จให้ได้ และไม่มีเจตนาที่จะทำแบบเฉพาะหน้าแค่ 2-3 เดือน แล้วคนกลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก จึงจัดแผนอบรมให้ความรู้การรักษาวินัยทางการเงิน ซึ่งจะต้องติดตามประเมินผล” นายกรณ์ กล่าว



คำถาม

1. รัฐบาลต้องใช้แม่แบบในเรื่องการปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ เพราะเหตุใด